2007/Apr/28

ไม่ได้อัพนานมาก

เพราะไม่ค่อยได้แตะเน็ท

ชีวิตในมหาลัยเหนื่อยมากๆ เรียนหนักมากๆ

และก็จะซิ่วด้วย

ซิ่วไปเรียนในสิ่งที่ตนรัก

ไม่ว่าใครหน้าไหนจะมองว่าเอาเปรียบ แย่งที่

ถามหน่อยว่า....แค่เลือกอนาคตที่ตัวเองรักดนี่ย

มันผิดมากหรอ

จะ ซิ่ว

สู้เพื่ออนาคตตัวเอง...

ชอบบทความคุณคนนี้มากๆ


บทความนี้ผมได้มาจากเว็บๆนึง ซึ่งเป็นเว็บเพื่อการปฏิรูปการศึกษา...........น้องๆทุกคนครับ ขอให้น้องๆลองไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะใช้ถ่อยคำหยาบคาย บวกอารมณ์รุนแรงด่าพวกพี่ 7 คนนั้น......พี่จะบอกว่า พี่7คนนั้นเค้าทำเพื่อชาตินะครับ เค้าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของเค้าเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อน้องๆ และน้องๆรุ่นหลังด้วย..............ขอให้น้องอ่านบทความนี้ แล้วน้องอาจจะเข้าใจบ้างว่า สิ่งที่น้องๆกำลังเผชิญอยู่นี้ น้องไม่ได้ตกอยู่ใต้มนดำของพี่ 7 คนนั้น แต่น้องกำลังอยู่ภายใต้การปั่นหัวของผู้ใหญ่.............จากการที่ รมต. ข้าราชการ มหาลัยรัฐ ออกมาให้ข่าวว่าการที่ศาลตัดสิน แบบนี้ จะทำให้ ระบบแอดมิชชั่น มีปัญหา ในการับสมัครล่าช้า คงเป็นคำกล่าวอ้างเพื่อไปกดดันศาล และ กดดันเด็กที่ไปฟ้องร้อง ให้ข่าวต่อสังคมเพื่อให้สังคมประนามเด็ก มันไม่ยากหรอกครับสำหรับการแก้ปัญหาหน่ะ...................พี่ขอให้น้องอ่านบทความนี้ด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง แล้วน้องจะรู้ว่า แอดมิชชั่น ไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับน้อง แล้วน้องก็จะรู้ว่า พี่ 7 คนนั้น รวมกับเพื่อนๆอีก มีเหตุผลจริงๆ...........พี่ขอย้ำอีกว่า การดำเนินเรื่องฟ้องศาลทำมาก่อนนานแล้ว และก่อนที่จะฟ้องศาล ก็พยายามที่จะคุยกับ สทศ สกอ ทปอ รมต.ศธ หรือคนโง่เบื่องสูงอื่นๆ..........แต่พวกเค้าไม่แยแสความคิดของเด็กเลย มันก็ต้องเจอวิธีนี้แหละครับ..........

ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยยิ่งแก้ไข การศึกษายิ่งถอยหลังลงคลอง ผมเคยเขียนบทความเรื่องการศึกษาไทยภายใต้ระบบเอนทรานส์แนวใหม่ไปหลายครั้ง

1. โดยเฉพาะในปีแรกที่เกิดปัญหาเรื่องการตรวจข้อสอบมั่วๆแล้วไปโทษเด็กไม่ยอมรับกติกา ในปีนั้นทำให้เกิดปัญหาคือ ทำให้เด็กที่ควรได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหมื่นคนสอบตก และทำให้เด็กที่ไม่ควรได้เรียนในมหาวิทยาลัยอีกหมื่นคนเข้าไปเรียนแทน เพราะเมื่อมีคนไม่ได้เรียนก็มีคนอื่นได้เรียนแทน ดังนั้นเฉพาะปีแรกมีเด็กค้องสังเวยอนาคตเป็นหนูลองยาจากการสอบไปไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนที่เป็นผลโดยตรงจากการตรวจข้อสอบชุ่ยๆ เด็กขยันต้องกลายเป็นเด็กซิ่วไปอย่างน่าเจ็บใจ คนรับผิดชอบก็อ้างว่าจะลาไปบวชใช้กรรมที่ทำกับเด็ก แต่ไม่นานก็ออกมาวาดลวดลายแสบๆทำร้ายผู้เรียนมหาวิทยาลัยกันอีกครั้งว่า เด็กที่เรียนมหาวิทยาลัยนี้โง่กว่าเด็กมหาวิทยาลัยนั้น

2. หลังจากนั้นมา ปีที่สอง กลุ่มคณะที่ดูแลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เคยสร้างปัญหาทำลายอนาคตไปแล้วสองหมื่นคนในปีแรก ออกข่าวในช่วงเดือนมกราคมของปีที่สองว่า ปีนี้จะไม่ให้เด็กซิ่วได้มีโอกาสสอบเอ็นทรานส์อีกครั้ง พูดภาษาชาวบ้านก็คือ จะออกกฎเหล็กว่าต่อไปนี้เด็กทุกคนจะมีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงครั้งเดียวในชีวิต
เด็กเรียนกันมาเป็นสิบกว่าปีถูกตัดสินอนาคตด้วยการสอบเพียงครั้งเดียว โหดขนาดไหนคิดกันเอาเอง ตัวเองพึ่ตรวจข้อสอบมั่วให้เด็กเสียอนาคตไปแล้วหมื่นคนในปีแรก ปีนี้กลับจะทำลายเขาซ้ำอีกครั้ง บังเอิญสังคมส่วนใหญ่ไม่เล่นด้วย กติกานี้เลยถูกสับซะเละจนคนต้นคิดต้องหลบหัวไปเลียแผลไม่กล้าเสนอหน้าไปอีกหลายเดือน แต่คนเหล่านี้ยังเจ็บใจไม่หาย ก็เลยประกาศว่าถ้าใครไม่เอาเงินมาจ่ายภายในวันที่กำหนดจะตัดสิทธิไม่ให้สอบเพราะไม่จ่ายเงิน กลายเป็นว่าการสอบเพื่อเอาคะแนน OA-net คือการดำเนินธุรกิจ โดยคนเหล่านี้ทำตัวเป็นเสือนอนกินออกข้อสอบแล้วให้คนมาจ่ายเงินไวไว ใครไม่จ่ายเงินไม่ต้องสอบ เมื่อไม่สอบก็ไม่ต้องไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนกันอีก

3. มาคราวนี้เกิดปัญหาเรื่องเด็กกลุ่มหนึ่งไม่ยอมเป็นแพะให้คนดูแลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะถ้ายอมชาตินี้ก็หมดอนาคตกันแน่ อนาคตใคร ใครก็รัก ผลที่ตามมาทำให้เด็กจบ ม6 ปีนี้ต้องมาทะเลาะกับเด็กซิ่ว เด็กมาทะเลาะกันเอง
ทั้งๆที่คนสร้างปัญหาคือ กลุ่มคนที่ดูแลมหาวิทยาลัยก็แสดงความไม่รับผิดชอบเหมือนเดิมเช่นเดียวกับปีแรก คือโทษเด้กไม่ยอมรับกติกา จำได้ไหมว่าปีแรกที่ตรวจข้อสอบมั่ว คนเหล่านี้ก็อ้างว่าเด็กไม่ยอมรับกติกาไม่ยอมให้ดูข้อสอบ จนเด็กต้องรวมตัวกันไปขอให้ศาลช่วย จนต้องเอาข้อสอบมาเปิด ผลจึงออกมาว่าปีแรกมีการตรวจข้อสอบมั่วกันขนาดไหน ประจานความชุ่ยของคนเหล่านี้ คนเหล่านี้นอกจากรับเงินกะสร้างปัญหาแล้วโทษเด็ก แต่ไม่เคยโทษตัวเองเลยว่าสร้างความช้ำให้เด็กทั้งประเทศแค่ไหน
............................................................... ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจากที่เคยใช้ข้อสอบแข่งขันชุดเดียวกันทั้งประเทศ ให้ติดได้ 1 คณะจากการเลือก 6 คณะ มาเป็นใช้คะแนนในโรงเรียนมาคิดร่วมด้วย โดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้เด็กไม่หนีไปเรียนพิเศษ

ผลปรากฎว่าผ่านมาหลายปีแล้ว ได้ข้อสรุปชัดเจนที่มีการทำวิจัยไม่ว่าจากที่ไหนให้ผลตรงกันหมด ดังนี้

1. เด็กเรียนพิเศษหนักขึ้นกว่าเดิม ธุรกิจการเรียนพิเศษกลายเป็นธุรกิจทำเงินเป็นหลักเกือบถึงหมื่นล้านบาทเข้าไปแล้ว สาเหตุเกิดจากมีการเพิ่มวิชาในการเข้าสอบมหาวิทยาลัยมากขึ้น เด็กต้องเสียเงินเรียนรายวิชาเพิ่มขึ้น และการใช้คะแนนในโณงเรียนมาคิด ทำให้เกิดการปล่อยคะแนนให้เด็กในโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ ผลคือเด็กที่ขยันต้องขยันหนักขึ้นไปอีก เพื่อหวังคะแนนมากขึ้น เพราะต้องสู้ทั้งกับเด็กเก่งด้วยกันและเด็กที่มาจากการปล่อยเกรด ส่งผลให้ธุรกิจการเรียนพิเศษทำเงินมหาศาล และยิ่งนำคะแนนผลการเรียนในโรงเรียนแต่ละเทอมมาคิดกัน ยิ่งจะทำให้เด็กเรียนพิเศษหนักกว่านี้อีกหลายเท่า ธุรกิจการเรียนพิเศษจึงยิ่งมีแต่กำไร กำไร และกำไร!!!

2. ระบบการสอบเอ็นทรานส์แนวใหม่ยิ่งซับซ้อนขึ้นเท่าไร ยิ่งทำให้ทั้งครูและนักเรียนในฌรงเรียนต่างๆต้องร่วมกันโกงคะแนนในโรงเรียนของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าไม่เพิ่มคะแนนให้เด็ก เด็กนักเรียนจะเสียเปรียบเด็กโรงเรียนอื่นที่ปล่อยเกรด ครูผู้สอนก็เดือดร้อนไปด้วย เพราะหากเด็กเรียนไม่ดีก็ถูกพิจารณาว่าสอนไม่ดี เด็กจึงมีผลการเรียนไม่ดี มีผลไปถึงความก้าวหน้าในอาชีพและเงินเดือนเมื่อพิจารณาความดีความชอบในตอนสิ้นปี ผู้อำนวยการโรงเรียนก็เดือดร้อน เพราะโรงเรียนข้างๆเด็กสอบได้มากกว่าเพราะปล่อยเกรดมากกว่า ก็ต้องมาบีบให้ครูในโรงเรียนตัวเองเพิ่มเกรดให้นักเรียนมากขึ้น เพราะใครเล่นตามกติกาเสียเปรียบ เพราะคนอื่นไม่เล่นตามกติกาด้วย ผลคือทุกโรงเรียนเข้าสู่ระบบการโกงคะแนน ระบบการศึกษาพังหมด เพราะไม่รู้จะวัดผลเด็กกันอย่างไร เด็กเรียนดี ไม่ดีได้เกรดไม่ต่างกัน เพราะได้รับการเทคะแนนมาเหมือนกัน !!!

3. การนำคะแนนในโรงเรียนมาคิด ยังนำไปสู่ปัญหาคนบางคนที่ไม่มีใจเป็นครู อาศัยเกรดบีบบังคับให้เด็กนักเรียนยอมกระทำการบางอย่างเพื่อแลกกับการได้เกรดในรายวิชานั้นให้ดี !!!

4. ยิ่งแก้ไขระเบียบการสอบเอ็นให้ซับซ้อนหนักขึ้น ยิ่งทำให้การสอบเอ็นทรานซ์กลายเป็นธุรกิจหาเงินให้กับผู้ดูแลจัดการสอบอย่างเห็นได้ชัด แต่เดิมนักเรียนจะเสียเงินไม่เกิน 750 บาทต่อการเลือก 6 คณะในการศึกษาต่อมหาวิทยาลัย เสียกันครั้งเดียว รู้ผลกันก่อนวันสงกรานต์ว่าจะได้เรียนที่ไหน และมีคะแนนเอ็นปีก่อนๆใช้ประเมินอันดับการเลือกเรียนได้ แต่เมื่อมีการแก้ไขระบบการสอบเข้าใหม่ ผลคือ นักเรียนต้องมาเสียค่าสมัครสอบกันหลายครั้ง ตั้งแต่ค่าสมัครสอบ O-net แล้วยังต้องมาตระเวณเดินสายสอบตามมหาวิทยาลัยต่างๆที่เปิดสอบตรงกันทั่วประเทศ เด็ที่มีฐานะดีและหัวดีมีโอกาสมีที่เรียนในปีที่สอบมากกว่าหนึ่งแห่ง เพราะไปสอบที่ไหนก็ติดหมด ถัดมาคือเด็กที่มีฐานะดีแต่หัวปานกลางหรือไม่ดีก็ยังได้เปรียบเพราะไปตระเวณสอบได้หลายแห่ง เด็กที่เสียเปรียบที่สุดคือเด็กหัวดีแต่ฐานะไม่ดี เพราะไม่มีปัญหาหาเงินจ่ายค่าสมัครสอบและค่าเดินทางไปตระเวณสอบทั่วประเทศในเวลาไล่เลี่ยกันได้ หาเงินไม่ทันก็ไม่มีโอกาสเรียน คะแนนสอบปีก่อนหน้าก็เอามาประเมินอันดับการเลือกคณะไม่ได้ เพราะคะแนนในแต่ละปีมีที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน แถมมีการปล่อยเกรดจากโรงเรียนเข้ามาฉุดอีก เด็กเลยไม่รู้ว่าความสามารถของตนแท้จริงดีหรือเลวกว่าเด็กอื่นแค่ไหน !!!

5. ทุกวันนี้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยทำให้เด็กต้องเสียเงินกันทั้งค่าสมัครสอบและตระเวณสอบเป็นจำนวนหลายพันบาทหรือเป็นหมื่นบาท ในขณะที่แต่เดิมสอบกันครั้งเดียวด้วยคะแนนเอ็นทรานส์เท่านั้นเสียเงินเพียง 750 บาท ยิ่งทำให้การสอบซับซ้อนขึ้นเท่าไร ยิ่งเสียเงินมากขึ้น และยิ่งทำให้การประกาศผลสอบล่าช้ามากขึ้น แทนที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งมีที่นั่งเรียนเพียงที่เดียว ให้คนอื่นได้เรียนด้วย กลับกลายเป็นว่าเด็กคนหนึ่งมีที่นั่งหลายที่เพราะติดหลายแห่ง เด็กคนอื่นกลับไม่มีที่นั่งเรียนเพราะไม่มีเงินไปสมัครสอบ

....................................................................

บทสรุป

1. การเปลี่ยนรูปแบบรสอบเอ็นทรานซ์ที่เคยเป็นเรื่องง่ายๆและยุติธรรมให้เป็นเรื่องยุ่งยาก ก้ได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่า ไม่ทำให้เด็กหยุดเรียนพิเศษแต่ทำให้เด็กเรียนพิเศษหนักขึ้นกว่าเดิม ไม่ทำให้เด็กฉลาดขึ้นเพราะเด็กฉลาดหรือไม่ฉลาดก็ต้องได้รับการเทคะแนนจากโรงเรียนเพื่อช่วยให้เด็กมีโอกาสสอบได้มากขึ้น ทำให้ระบบการศึกษาต้องถอยหลังลงเหว เพราะคนที่ควรได้เรียนกลับไม่ได้เรียน เมื่อเอาคนหัวไม่ถึงไปเรียนคณะที่ดีก็ต้องรีไทม์หนักมากขึ้นกว่าเก่า เพราะระบบเอ็นทรานซ์แนวใหม่มันผิดมาตั้งแต่ขั้นตอนคัดคนเข้าเรียนแล้ว เพราะไม่ได้คัดคนเข้าเรียนตามคณะโดยใช้สติปัญญาเป็นตัววัด แต่วัดจากคะแนนที่โรงเรียนไหนเทเกรดให้กับเด็กของตนมากกว่าไปแทน

2. การอ้างกติกามากล่าวหาเด็กที่ไม่ยอมรับกติกานั้น ก็ต้องถามกลับไปว่า รัฐธรรมนูญก่อนนำมาใช้ยังต้องขอความเห็นชอบจากประชาชน แต่การออกระเบียบคัดคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยโดยคนไม่กี่คน ไม่เคยถามความเห็นเด็กนักเรียนทั้งประเทศ ไม่เคยถามความเห็นผู้ปกครอง ประกาศใช้กติกานั้น อย่างนี้ไม่ใช่กติกา น่าจะเป็นกติกู เพราะคนที่ฉลาดคิดต้องรู้ว่าเมื่อออกกติกาอะไรออกมา หากกติกานั้นไม่ดีจริงสร้างปัญหาต้องไม่นำมาประกาศใช้ ต้องขอความเห็นจากสังคมก่อน


ปัญหาที่ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยถอยหลังลงคลอง เกิดจากคนไม่กี่กลุ่ม ที่พยายามทำให้การเรียนมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องการค้าที่นั่งเรียน เป็นการตัดโอกาสคนอื่นให้โง่ จะได้คอยรับใช้กลุ่มของตนไปตลอดชาติ คงไม่มีอะไรเลวทรามไปกว่านี้อีกแล้ว

Credit by คุณคนบาป


edit @ 2007/04/28 21:53:14

2006/Oct/12

สวัสดี Exteen....

เราคือ Merikana เป็นคนธรรมดาที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง ก็เหมือนกับคนปกติทั่วๆ ไป...

แหม....แอบตกใจนิดหน่อย เพราะว่าจากคำแถลงการณ์ เค้าบอกว่าอยากจะให้ผู้เขียนบล๊อกรู้จักเขียน"บล๊อก"ที่เป็นประโยชน์....

แอบเคืองเล็กน้อย....เพราะว่าโดนส่วนตัวเราไม่ใช่คนที่มีสาระอะไรมากมาย ไม่ใช่คนที่เที่ยวรู้ไปซะทุกเรื่อง ไม่ใช่นักพัฒนาไอคิวอีคิว เขียนอะไรที่มันจรรโลงใจไม่เป็นหรอก

ดีมาก็ดีไป ร้ายมาก็ร้ายตอบ...

ช่างเหอะ...เอาเป็น รู้แค่ว่า เราก็เป็นคนธรรมดาสามัญทั่วๆไปละกันนะ

ทุกสิ่งที่เราจะเขียนต่อไปนี้ มันเป็นประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ ที่เราเจอ

ก็บอกแล้วไงเราไม่ใช่พวกจิตวิทยา ไม่ใช่พวกที่อวดรู้ ไม่ใช่พวกที่อ่านมาจากหนังสือจิตวิทยา หรือหนังสือนิยายอะไรก็ตามที่ชาวบ้านเค้าเขียน แล้วมาทึกทักว่าเรานั้นเป็นพวกรู้ ประมาณว่าเจ๋งแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้วเสียเลือเกิน...

ฉะนั้น หากเราเขียนอะไรแรงไป หรือเขียนอะไรห่ามๆ ก็อย่าถือสาเลยนะ

โลกนี้มันใหญ่นัก...ยังมีอะไรอีกมากมายที่จะต้องเจอ...

นี่แหละคือตัวเรา คือสิ่งที่อยากจะบอกเธอ exteen

แล้วเราจะกลับมาอีก...



edit @ 2006/10/13 23:15:23